Software Siam Board

 

 

ค้นหา
Software Siam Board เว็บบอร์ด ร่วมแชร์โปรเจคของท่านเพื่อคนอื่นๆ ระบบการขายและจองรถเอทีวีออ ...
ดู: 1977|ตอบ: 17
go

ระบบการขายและจองรถเอทีวีออนไลน์    

Rank: 3Rank: 3

เข้าใช้ล่าสุด
11-9-2012 
ระดับการอ่าน
20 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
82  
เครดิต
123 
จำนวนโพสต์
41 
กระทู้
31 
UID
โพสต์เมื่อ 11-9-2012 20:36 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
Project
ชื่อโครงงานภาษาอังกฤษ: -
โดย: ต้อย
บทคัดย่อ: -
ความสำคัญและที่มาของปัญหา: บทที่ 1
บทนำ

1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ปัจจุบันนี้ความเจริญก้าวหน้าทางระบบสารสนเทศพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การบริหารจัดการในการขายสินค้าต่าง ๆ พัฒนาตามมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน ด้วยสาเหตุที่อัตราการขยายตัวทางผู้ใช้อินเตอร์เน็ตสูงขึ้น การทำธุรกิจออนไลน์ในการขายสินค้าหลากหลายชนิด เสมือนเป็นหน้าร้านขายสินค้าออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางในการทำธุรกิจ ตอบสนองให้ลูกค้าได้ศึกษาและหาข้อมูลในตัวสินค้า โดยการทำธุรกิจแบบออนไลน์นั้น ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าและคุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไปและได้ประโยชน์กับสินค้าอย่างเต็มที่ สมบูรณ์และไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลจากร้านค้าทั่วไป ทำให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้ในการแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี และเพื่อสร้างความสะดวกสบายในการซื้อขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภค
ซึ่งบริษัท เอ็ม จี ดี ไซด์ จำกัด ก็เป็นบริษัทฯ หนึ่งที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจซื้อขายโดยทั่วไปและได้มีโอกาสติดต่อประสานงานเป็นบริษัท ฯ ตัวแทนจำหน่ายรถ เอทีวี เอนกประสงค์กับบริษัทฯนำเข้ารถเอทีวีจากประเทศใต้หวัน ยี่ห้อ E-TON เสมือนเป็นพนักงานขายตรง โดยมีการติดต่อลูกค้าโดยการเดินทางไปหาลูกค้าและนำเสนอโดยการนำเอกสารแค๊ตตาล็อคสินค้าให้แก่ลูกค้า และในส่วนการบันทึกข้อมูลลูกค้าและรายละเอียดรถเอทีวี ใช้โปรแกรม Microsoft Office Excel 2003 และโปรแกรม Microsoft Office Word 2003 ซึ่งระบบนี้ทำให้เกิดปัญหาทั้งทางด้านการติดต่อกับลูกค้าการโฆษณาสินค้าให้ลูกค้าได้รู้จักน้อยและประสานงานกับลูกค้ามีความล่าช้าไม่อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าโอกาสที่จะทำให้ลูกค้ารู้จักและเพิ่มประสิทธิภาพในการโฆษณาสินค้ารถเอทีวีไม่ทันกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน
ดังนั้นผู้จัดทำโครงงานจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาการทำธุระในระบบเดิมที่เป็นเสมือนตัวแทนขายรถเอทีวีให้เป็นระบบการจองรถเอทีวีออนไลน์ เพื่อประชาสัมพันธ์รายละเอียดสินค้าพร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องรถเอทีวีที่ละเอียดรูปลักษณะของรถเอทีวีตามความต้องการของลูกค้าสามารถนำไปเลือกค้นหาได้ตรงตามการใช้งานและความต้องการโดยผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกค้าได้ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น และช่วยให้บริษัทฯ เพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้า อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและทางบริษัทฯสามารถมีการจัดเก็บ
ข้อมูลอย่างเป็นระบบรวมทั้งการจัดการในด้านข้อมูลลูกค้า สินค้า การสืบค้นข้อมูล ซื่งจะทำให้ระบบการบริหารจัดการที่พัฒนาขึ้นมานี้เป็นส่วนช่วยให้การดำเนินงานทางธุรกิจของบริษัทฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์: 1.2 วัตถุประสงค์
1.2.1 เพื่อพัฒนาระบบการจองรถเอทีวีออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น
1.2.2 เพื่อเพิ่มช่องทางในการเลือกซื้อสินค้าและประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักของลูกค้าโดยผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้จริง
1.2.3 เพื่อพัฒนาระบบการจองรถเอทีวีออนไลน์ให้สามารถใช้งานได้จริง
ขอบเขตการดำเนินงาน: 1.3 ขอบเขตของการทำปริญญานิพนธ์
ระบบการจองรถเอทีวีออนไลน์สามารถใช้งานทางด้านการนำเสนอคุณสมบัติของรถเอทีวี ผ่านระบบออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตได้จริงโดยบุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาดูรายละเอียดของสินค้าและหากลูกค้าสนใจจะสั่งจองสินค้า ก็จะทำการสมัครสมาชิก เพื่อทำการสั่งจองสินค้า และ ทำการโอนเงินมัดจำให้กับทางบริษัท จากนั้นทำการแฟกซ์สลิปเงินที่โอนให้กับพนักงาน และพนักงานทำการยืนยันการชำระเงินเข้าสู่ระบบ
1.3.1 ขอบเขตของระบบ (System)
1.3.1.1 ระบบสามารถออกรายงานการสั่งจองสินค้าจากลูกค้าได้
1.3.1.2 ระบบสามารถออกรายงานข้อมูลสินค้าคงคลังได้
1.3.1.3 ระบบสามารถนับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซด์ได้
1.3.1.4 ระบบสามารถคำนวณราคาสินค้าที่ลูกค้าสั่งจองได้
1.3.1.5 ระบบสามารถออกรายงานการชำระเงินจากลูกค้าได้
1.3.1.6 ระบบสามารถออกใบสั่งจองสินค้าให้ลูกค้าได้
1.3.1.7 ระบบสามารถออกใบยืนยันการชำระเงินได้
1.3.2 ขอบเขตของผู้ใช้งานระบบแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
1.3.2.1 Administrator (ผู้ดูแลระบบ)
ก) สามารถปรับปรุงข้อมูลสินค้าได้
ข) สามารถยกเลิกการสั่งจองสินค้าได้
ค) สามารถตรวจสอบข้อมูลการสั่งจองสินค้าได้
1.3.2.2 User (ผู้ใช้งานระบบ)
พนักงาน
ก) สามารถตรวจสอบข้อมูลในการสั่งจองสินค้าจากลูกค้าได้
ข) สามารถตรวจสอบข้อมูลของสินค้าคงคลังได้
ค) สามารถตรวจสอบข้อมูลสมาชิกได้
ง) สามารถยืนยันการรับชำระเงินของลูกค้าได้
จ) สามารถตรวจสอบหรือสั่งพิมพ์รายงานติดตามผลการสั่งจองได้
ผู้เข้าชม
ก) สามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้
ข) สมารถสมัครสมาชิกได้
สมาชิก
ก) สามารถค้นหาสินค้าได้
ข) สามารถสั่งจองสินค้าได้
ค) สามารถแก้ไขข้อมูลสมาชิกของตนเองได้
ง) สามารถสั่งพิมพ์ใบสั่งจองสินค้าได้
จ) สามารถตรวจสอบสถานะการชำระเงินได้
ฉ) สามารถสั่งพิมพ์ใบยืนยันการชำระเงินได้
เจ้าของร้าน
ก) สามารถตรวจสอบหรือสั่งพิมพ์รายงานสินค้าคงคลังได้
ข) สามารถตรวจสอบหรือสั่งพิมพ์รายงานสั่งจองสินค้าได้
ค) สามารถตรวจสอบหรือสั่งพิมพ์รายงานการชำระเงินได้
ระยะเวลาการดำเนินการ: -
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ: ขายของง่ายขึ้น
เครื่องมือและอุปกรณ์: -
งบประมาณ: -
บทที่ 2. แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง: -

บทที่2

ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


2.1            E – Commerce

2.1.1            E-Commerce คืออะไร

                             E-Commerce มีชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์”โดยความหมายของคำว่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีผู้ให้คำนิยามไว้เป็นจำนวนมากแต่ไม่มีคำจำกัดความใดที่ใช้เป็นคำอธิบายไว้อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีดังนี้

                              “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์”(ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, 2542)”

                              “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การผลิต การกระจาย การตลาด การขาย หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์”(WTO, 1998)

“พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ธุรกรรมทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ทั้งในระดับองค์กรและส่วนบุคคล บนพื้นฐานของการประมวลและการส่งข้อมูลดิจิทัลที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ” (OECD,1997)

จากความหมายของ e-businessกับ e-commerce จะเห็นได้ว่าสองคำนี้มีความหมายที่ใกล้เคียงกันแต่อันที่จริงแล้วมีความหมายต่างกัน โดย e-business สรุปความหมายได้ว่าคือการทำกิจกรรมทุกๆอย่างทุกขั้นตอนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่า แต่ e-commerceจะเน้นที่การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเท่านั้นจึงสรุปได้ว่า e-commerce เป็นส่วนหนึ่งของ e-business



Rank: 3Rank: 3

เข้าใช้ล่าสุด
11-9-2012 
ระดับการอ่าน
20 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
82  
เครดิต
123 
จำนวนโพสต์
41 
กระทู้
31 
UID
โพสต์เมื่อ 11-9-2012 20:36 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
2.1.2             ประเภทของ E-Commerce   

ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค (Business to Consumer - B2C) คือการค้าระหว่างผู้ค้าโดยตรงถึงลูกค้าซึ่งก็คือผู้บริโภค เช่น การขายหนังสือ ขายวีดีโอ ขายซีดีเพลงเป็นต้น

                        ผู้ประกอบการ กับ ผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B) คือการค้าระหว่างผู้ค้ากับลูกค้าเช่นกัน แต่ในที่นี้ลูกค้าจะเป็นในรูปแบบของผู้ประกอบการ ในที่นี้จะครอบคลุมถึงเรื่อง การขาย

ส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) เป็นต้น ซึ่งจะมีความซับซ้อนในระดับต่างๆกันไป

                        ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค (Consumer to Consumer - C2C) คือการติดต่อระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคนั้น มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่นเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน หรืออาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ขายของมือสองเป็นต้น

                        ผู้ประกอบการ กับ ภาครัฐ (Business to Government – B2G) คือการประกอบธุรกิจระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ ที่ใช้กันมากก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หรือที่เรียกว่า e-Government Procurement ในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว รัฐบาลจะทำการซื้อ/จัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เช่นการประกาศจัดจ้างของภาครัฐในเว็บไซต์ www.mahadthai.com

                        ภาครัฐ กับ ประชาชน (Government to Consumer -G2C) ในที่นี้คงไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่จะเป็นเรื่องการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองก็มีให้บริการแล้วหลายหน่วยงาน เช่นการคำนวณและเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต, การให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เช่นข้อมูลการติดต่อการทำทะเบียนต่างๆของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆ และสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มบางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้ด้วย



2.2             รถ ATV

                เอทีวี (ATV ย่อจาก All-Terrain Vehicle) หรือ ควอดไบต์ (quad-bike หรือย่อว่า ควอด) เป็นรถที่มีเครื่องมอเตอร์ไซค์ถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก และเป็นสามล้อสำหรับใช้ในทางวิบาก อย่างไรก็ตามทางแอนซี ได้นิยามว่า "เอทีวี" คือชื่อสำหรับยานยนต์ที่มีลักษณะสำหรับการขับขี่ที่มีแรงกดดันต่ำที่ยางและที่นั่งก็เป็นลักษะที่ต้องถ่างขาหรือขึ้นคร่อมเวลาใช้งานโดยผู้ขับขี่ และมือทั้งสองข้างก็บังคับโดยจับที่แฮนด์ควบคุมขับขี่โดยมีคนบังคับคนเดียว ถึงแม้ว่าจะมีการประยุกต์ให้มีที่นั่งเพิ่มขึ้นมาอีกสองที่นั่ง (ตามแนวยาว) การประยุกต์ในการใช้งานแบบใหม่นี้ ก็ยังอยู่ในการพิจารณาอยู่

                รถเอทีวีคันแรกนั้นคาดว่าจะสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1950 [ต้องการอ้างอิง] ซึ่งในตอนนั้น รถจะมีหกล้อ แทนที่จะเป็นสี่ล้อ ฮอนด้าได้ผลิตรถเอทีวีชนิดสามล้อขึ้นมาในปี 1970 และ ที่ให้เป็นที่รู้จักและติดตามากขึ้นในภาพยนตร์เรื่องเพชรพยัคฆราช หลังจากนั้นก็ถูกขนานนามในชื่อ US90 ต่อมา ATC90 ก็ถูกแต่งเติมสำหรับการใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งต่อมาการใช้ยางทรงรีเส้นใหญ่ก็ถูกนำมาแทนที่รูปแบบเดิมโดยภายหลังในปลาย ๆ ปี 1980 การหยุดผลิตยางแบบเดิมซึ่งมีคุณภาพต่ำก็ถูกนำมาใช้อีกในปี 1982 ฮอนด้า รุ่น ATC200E Big Red ก็ถูกผลิตมาให้ในเมืองโดยสิ่งที่เพิ่มมาทั้งคู่คือก็คือชั้นวางและ ระบบการเบรก ทำให้มันเป็นรถ ATV ตัวแรกที่เป็นสามล้อ ด้วยความสามารถที่สามารถไปได้ทุกที่ ซึ่งรถในยุคนั้นไม่สามารถไปได้จึงทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักล่าสัตว์ในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา และเช่นกันที่รถนี้จะมียางที่มีสมรรถภาพเยี่ยมสำหรับขับขี่ ซึ่งหลังจากนั้นมา ผู้ผลิตจากค่ายต่าง ๆ ก็ได้สร้างรถสมรรถภาพเยี่ยมออกมาแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง

2.2.1             ประเภท ATV แบ่งตามจุดประสงค์การใช้งาน

                              ประเภทที่หนึ่ง เป็น ATV ที่เหมาะกับการขี่เล่น หรือเด็ก ประเภทนี้ จะมีเครื่องยนต์ที่ประมาณ 80 - 125 ซี.ซี. และเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ก็จะพอเหมาะกับเด็ก บางรุ่นจะเป็นเครื่อง 2 และ 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบกันสะเทือนก็ว่ากันง่าย ๆ คือ ด้านหน้า อาจจะเป็นแบบคานแข็งคอยล์สปริงธรรมดา แต่บางรุ่นที่ดีจะเป็นแบบอิสระ A-ARM แต่มีเพียงแขนยึดด้านล่างเพียงแขนเดียว ซึ่งต่างกับระบบกันสะเทือนแบบอิสระปีกนกสองชั้นทั่วไป ด้านหลัง เป็นแบบมาตรฐานของรถ ATV ทั่วไปคือเป็นแบบสวิงอาร์ม คานแข็ง ระบบขับเคลื่อนก็มักจะเป็นโซ่เสียเป็นส่วนใหญ่ (ระบบเพลา) และยึดด้วยช็อคอัพ 1 ตัว รถ ATV ประเภทนี้เน้นความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งเหมาะสำหรับเด็ก ที่เริ่มต้น ดังภาพที่ 2-1





ภาพที่ 2-1  แสดงภาพรถเอทีวีประเภทที่หนึ่ง

                              ประเภทที่สอง เป็นรถ  ATV ที่เน้นการใช้งานแบบสมบุกสมบัน  เหมาะกับการใช้งานในไร่ หรือฟาร์มสามารถนำไปบรรทุกของหนักได้ โดยมักจะมีตระแกรงบรรทุกไว้ให้ และยังสามารถนำไปลุยป่าฝ่าโคลนแบบรถยนต์ 4WD ได้อีกด้วย สาเหตุที่รถ ATV ประเภทนี้สามารถลุยและบรรทุกของหนักได้นั้น มาจากเครื่องยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบบ 4 จังหวะ สูบเดี่ยว ความจุกระบอกสูบสูง (250 ซี.ซี. ขึ้นไป) ที่เน้นแรงบิดสูงในรอบต่ำ ไม่เน้นความเร็วรอบเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ก็มักจะเป็นแบบอัตโนมัติ หรือ อาจจะเป็นเกียร์แบบรถครอบครัวบ้านเรา คืออาศัยระบบคลัทช์แรงเหวี่ยง ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องพะวงกับการบีบคลัทช์ ระบบขับเคลื่อนก็มักจะเป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (Full time 4WD) และที่พิเศษของรถ ATV ประเภทนี้ คือ จะมีเกียร์พิเศษช่วยเพิ่มแรงบิด หรือเกียร์สโลว์ แบบรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งเกียร์สโลว์นี้ จะมีอัตราทดที่สูงกว่าปกติ ช่วยเพิ่มแรงบิดที่ส่งถ่ายมายังล้อได้มาก ช่วยเพิ่มเรี่ยวแรงเวลาปีนป่ายฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ แต่ความเร็วของรถก็จะลดลง และที่พิเศษคือ ระบบกันสะเทือน ซึ่งในด้านหน้านั้นจะเหมือนรถ ATV ส่วนใหญ่ คือเป็นแบบอิสระ ปีกนกสองชั้น คอยล์สปริง สอดตรงกลางด้วยเพลาขับเคลื่อนล้อหน้า ส่วนด้านหลังเป็นแบบคานแข็ง แขนยึดเพลาท้ายทั้งสองข้างจะอิสระต่อกัน ทำให้ล้อหลังสามารถบิดตัวไปตามเส้นทางที่ต่างระดับกันได้ ซึ่งเป็นผลดีขณะลุย เพราะล้อจะสัมผัสกับพื้นผิวทางตลอดเวลา ทำให้ลดการเสี่ยงที่จะติดแหงกอยู่กับอุปสรรคต่าง ๆ แต่ข้อเสียคือ เมื่อใช้ความเร็วสูง จะโคลงตัวอย่างมาก แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรเพราะรถประเภทนี้ไม่เน้นความเร็วสูง และที่พิเศษ คือ มีวินซ์ หรือ รอกไฟฟ้า แบบรถขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นของแต่ง ดังภาพที่ 2-2





ภาพที่ 2-2  แสดงภาพรถเอทีวีประเภทที่สอง

ประเภทที่สาม ATV ประเภทนี้ จะค่อนข้างเน้นความเร็ว ซึ่งจะมีตั้งแต่เร็วระดับใช้งานปกติได้ จนถึงระดับแข่งขัน ซึ่งต้นตอของความเร็วดังกล่าวจะมากจากเครื่องยนต์ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ 2 จังหวะ ความจุกระบอกสูบตั้งแต่ 200 ซี.ซี. ขึ้นไป ระบายความร้อนด้วยอากาศจนไปถึงระบายความร้อนด้วยน้ำ ระบบคลัทช์และเกียร์ก็จะเป็นแบบแมนน่วล หรือแบบคลัทช์มือ มีเกียร์ให้เล่นหลาย เกียร์ อัตราเร่งฉับไว รถแบบนี้นิยมขับเคลื่อนเพียงแค่ 2 ล้อหลัง ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นปีกนก 2 ชั้น คอยล์สปริง ส่วนกันสะเทือนหลังมักจะเป็นแบบสวิงอาร์ม คานแข็ง ใช้ช็อคอัพเดี่ยว แต่ประสิทธิภาพสูง และมักใช่โซ่ขับเคลื่อน เพื่อกินแรงเครื่องยนต์ให้น้อยที่สุด ระบบเบรคมักจะเป็นดิสก์เบรคทั้งหน้าและหลัง ซึ่งรถ ATV ประเภทนี้มักจะมีไว้เพื่อความสนุกสนานเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยนิยมนำมาใช้งาน เพราะรถประเภทนี้ใช้น้ำมันเป็นจำนวนมาก ดังภาพที่ 2-3





ภาพที่ 2-3  แสดงภาพรถเอทีวีประเภทที่สาม



2.3             ASP & ASP.NET

                เอเอสพี (อังกฤษ: ASP ย่อมาจาก Active Server Page) เป็นเทคโนโลยีประเภท Server-Side Script (โปรแกรมที่ทำงานบนเครื่อง Server) ที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย สร้างโดยบริษัท ไมโครซอฟท์ สำหรับระบบปฏิบัติการ ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ ซึ่งใช้ร่วมกับโปรแกรม Internet Information Service หรือ IIS. ASP นั้นใช้ภาษาสคริปต์ VBScript, JScript หรือ PerlScript ในการเขียน โดยเว็บเพจที่ใช้ ASP เขียน จะระบุเป็นตระกูลไฟล์ที่ลงท้ายด้วย .asp ซึ่ง ASP ยังสามารถใช้เขียนเพื่อควบคุมฐานข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน ODBC ADO DAO JET และอื่น ๆ

                ปัจจุบันนี้ไมโครซอฟท์ได้ยกเลิกการพัฒนาเทคโนโลยี ASP แล้วและได้เปลี่ยนเป็น ASP.NET แทน. ซึ่งคำว่า Classic ASP นั้นอาจใช้เรียกแทนเอเอสพีเดิม

ASP (Active Server Page) เป็นเทคโนโลยีที่ทำงานทางฝั่งด้านเซิร์ฟเวอร์ ที่ถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการพัฒนาแอปพลิเคชันผ่านเว็บเซิร์ฟเวอร์สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ การใช้งาน ASP สามารถกระทำได้โดยเขียนคำสั่งหรือสคริปต์ต่าง ๆ ในรูปของเท็กซ์ไฟล์ธรรมดาทั่ว ๆไป แล้วนำมาเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ เมื่อมีการเรียกใช้งานจากเบราว์เซอร์ ไฟล์เอกสาร ASP ก็จะถูกแปลโดย Server Interpreter แล้วส่งผลที่ได้ส่งกลับไปเป็นภาษา HTML ให้เบราว์เซอร์ที่เรียกดังกล่าว เนื่องจาก ASP สามารถรองรับได้หลายภาษา เช่น VBScript ,Jscript ,Perl และภาษาสคริปต์อื่น ๆ ดังนั้นนักพัฒนาเว็บไซต์จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีความรู้หรือต้องศึกษาในทุกภาษาเนื่องจาก ASP ได้ถูกออกแบบมาให้ขึ้นกับความรู้ของนักพัฒนาเว็บไซต์นั่นเอง การทำงานของโปรแกรม ASP นั้นจะทำงานอยู่ที่ฝั่งของ Server เท่านั้น เราจึงเรียกว่าเป็นการทำงานแบบ Server Side ซึ่งจากการทำงานทางฝั่ง Server ของ ASP นั้น ทำให้ Web Browser ของฝั่ง Client จะทำหน้าที่เพียงรับผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานทางฝั่ง Server เท่านั้น

2.3.1             ส่วนประกอบของเว็บไซต์ใน ASP.NET

                           ส่วนประกอบของเว็บไซต์ใน ASP.NET 2.0 มีด้วยกัน 3 ส่วนใหญ่ ๆ ดังนี้

2.3.1.1              แอพพลิเคชั่นโดเมน ในเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่รันบน ASP .NET 1.x หรือ 2.0 จะประกอบด้วยไฟล์หลาย ๆ ไฟล์ ที่ทำงานภายใต้หน่วยความจำกลุ่มเดียวกัน และทำงานภายใต้ค่าคอนฟิก (Configuration Setting) เดียวกันที่เรียกว่า แอพพลิเคชั่นโดเมน

                                       ในแต่ละเว็บไซต์ จะมีแอพพลิเคชั่นโดเมนเป็นของตัวเอง แต่ละแอพพลิเคชั่นโดเมนจะไม่สามารถมองเห็นข้อมูลของแอพพลิเคชั่นโดเมนอื่นได้ เช่น ค่าของตัวแปรเซสชั่น หรือตัวแปรแอพพลิเคชั่น แม้ว่าจะมีหลาย ๆ แอพพลิเคชั่นโดเมนทำงานอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ตัวเดียวกันก็ตาม ซึ่งตรงนี้ทำให้เว็บไซต์มีความปลอดภัยในตัวเอง แต่ถ้าเกิดมีเว็บไซต์บางตัวเกิดตายไป ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์อื่นที่อยู่คนละแอพพลิเคชั่นโดเมน ภาพที่ 2-4 แสดงภาพแอพพลิเคชั่นโดเมนบนเว็บเซิร์ฟเวอร์

Rank: 3Rank: 3

เข้าใช้ล่าสุด
11-9-2012 
ระดับการอ่าน
20 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
82  
เครดิต
123 
จำนวนโพสต์
41 
กระทู้
31 
UID
โพสต์เมื่อ 11-9-2012 20:37 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

ภาพที่ 2-4  แอพพลิเคชั่นโดเมนบนเว็บเซิร์ฟเวอร์


2.3.1.2             ไฟล์ในเว็บไซต์ ASP .NET 2.0 เว็บไซต์ที่สร้างบน ASP.NET 2.0 สามารถรองรับไฟล์ที่มีอยู่ใน ASP .NET 1.x ได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังได้เพิ่มไฟล์ชนิดใหม่ที่ทำให้การพัฒนาเว็บไซต์เป็นไปได้อย่างสะดวกมากขึ้นดังนี้


ตารางที่ 2-1  ไฟล์ชนิดเดิมที่มีในเว็บไซต์ASP .NET 1.x มีดังนี้

  

ไอคอน

  

ชนิดไฟล์

นามสกุล

รายละเอียด

   

เว็บฟอร์ม

*.aspx

ใช้ออกแบบหน้าเว็บเพจ  และติดต่อกับ Code Behind

   

เว็บยูสเซอร์คอนโทรล

*.ascx

ใช้สร้างคอนโทรลที่ใช้สำหรับเว็บฟอร์ม

  
  

เว็บเซอร์วิส

*.asmx

ใช้สร้างเว็บเซอร์วิส

   

HTML

*.html

หน้า HTML ที่สามารถบรรจุไคเอนสคริปต์ได้

  
  

สไตล์ ชีต

*.css

ใช้กำหนดสไตล์ของหน้า HTML

   

คลาส

*.cs

คลาสเปล่าที่ให้นำไปเขียนโค้ดต่อ

   

ไฟล์ Global Application

*.asax

ไฟล์สำหรับจัดการกับเหตุการณ์  (Event) ต่าง  ๆ ของเว็บไซต์ ทำหน้าที่คล้ายกับไฟล์ global.asa ของคลาสสิค  ASP

   

ไฟล์คอนฟิกกูเรชั่น

*.config

ไฟล์สำหรับกำหนดค่าต่าง  ๆ ในเว็บไซต์

   

XML

*.xml

ไฟล์ XML เปล่า

ตารางที่ 2-2  ไฟล์ชนิดใหม่ ที่เพิ่มเติมเข้ามาในเว็บไซต์ ASP .NET 2.0 มีดังนี้

  

ไอคอน

  

ชนิดไฟล์

นามสกุล

รายละเอียด

   

สกีม่าของ XML

*.xsd

ไฟล์สกีม่า  ที่ใช้สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของ XML

   

เท็กซ์

*.txt

ไฟล์ข้อความเปล่า

   

รีซอร์ส

*.resx

ไฟล์ที่ใช้เก็บข้อมูลของ  .NET

   

เดต้าเซ็ต

*.xsd

ใช้สร้างสกีม่า  จากคลาสเดต้าเซ็ต

   

คริสตรัล รีพอร์ต

*.rpt

ไฟล์ที่ใช้สร้างรายงานสำหรับแอพพลิเคชั่นเว็บวินโดว์

   

XSLT

*.xslt

ไฟล์ที่ใช้แปลงข้อมูล XML ให้เป็นรูปแบบต่าง ๆ

   

ฐานข้อมูล SQL

*.mdf

ฐานข้อมูล SQL เปล่า ที่ใช้กับ SQL  Server

   

Generic Handler

* .ashx

ไฟล์ที่ใช้จัดการกับร้องขอไฟล์ต่าง  ๆ ภายในเว็บไซต์

   

แผนผังเว็บไซต์

*.sitemap

ใช้เก็บแผนที่เว็บไซต์ซึ่งอยู่ในรูปของ  XML

   

รายงาน

*.rdlc

ใช้สร้างรายงาน  โดยใช้เทคโนโลยีการสร้างรายงานของไมโครซอฟต์

   

Browser

*.browser

ไฟล์ที่ใช้กำหนดความมายของเบราเซอร์


2.3.1.3             โฟลเดอร์ในเว็บไซต์ ASP .NET 2.0 ภายในเว็บไซต์ที่สร้างบนASP .NET 2.0 เราสามารถเพิ่มไฟล์ต่าง ๆ เช่น CodeBehind เว็บฟอร์ม หรือ User Control ได้เหมือนกับเว็บไซต์ที่สร้างบนASP .NET 1.x แต่ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือโฟลเดอร์ 7 โฟลเดอร์ดังภาพ 2-5



ภาพที่ 2-5  โฟลเดอร์ในเว็บไซต์ ASP .NET 2.0

สามารถเพิ่มโฟลเดอร์เหล่านี้ โดยคลิกขวาที่โปรเจค แล้วเลือก Add ASP .NET Folder จะมีโฟลเดอร์ 7โฟลเดอร์มาให้เราเลือก ซึ่งโฟลเดอร์เหล่านี้จะมีหน้าที่ต่าง ๆ กันดังตารางที่ 2-3


ตารางที่ 2-3  แสดงรายละเอียดชนิดของโฟลเดอร์

  

ไอคอน

  

ชนิดโฟลเดอร์

รายละเอียด

   

Bin

บรรจุแอสเซมบลีที่ได้ถูกคอมไพล์ไว้แล้วเพื่อใช้กับเว็บไซต์

   

App_Browsers

เป็นไฟล์ XML ที่อนุญาตให้เราสามารถเขียนขึ้นมาได้เองเพื่อบอกถึงคุณสมบัติในด้านต่าง  ๆ ทางฝั่งไคลเอนต์ของเบราเซอร์แต่ละชนิด เช่น ไคลเอนต์สคริปต์ การรองรับเฟรม  การรองรับคุ๊กกี้  เราสามารถเขียนตรวจสอบเบราเซอร์ขณะติดต่อกับเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้ว่าตรงกับ  เบราเซอร์ตัวใดที่เรากำหนด เพื่อที่จะได้คืนผลลัพธ์ให้เหมาะสมให้กับไคลเอนต์

   

App_Code

บรรจุไฟล์คลาสต่าง ๆ  ที่อยู่ในรูปของ Source Code (*.vb หรือ *.cs) โดย ไฟล์คลาสที่ถูกเขียนขึ้น  แล้วนำไปวางในโฟลเดอร์นี้ จะถูกคอมไพล์โดยอัตโนมัติ  ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการเก็บคอมโพเนนต์ หรือไลบรารี่ต่าง ๆ  ที่สามารถถูกเรียกใช้ได้จากเว็บฟอร์มทุกตัวในเว็บไซต์  หลังจากที่มีการคอมไพล์ไฟล์คลาสในโฟลเดอร์นี้แบบอัตโนมัติแล้ว  จะได้แอสเซมบลีชุดหนึ่ง ซึ่งจะถูกเก็บไว้ในโฟลเดอร์ชั่วคราว  ที่ไม่ได้เก็บในโฟลเดอร์ Bin

   

App_Data

บรรจุไฟล์ข้อมูลต่าง  รวมทั้งไฟล์ฐานข้อมูล SQL (*.mdf) หรือไฟล์ข้อมูล XML แต่เราก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องเก็บไฟล์ข้อมูลไว้ในที่นี้  เป็นเพียงแค่ข้อแนะนำเท่านั้น

   

App_GlobalResources

บรรจุไฟล์รีซอร์สสำหรับ  .NET ซึ่งสามารถถูกดึงข้อมูลไปใช้จากทุกเว็บฟอร์มต่าง  ๆ ภายในเว็บไซต์

ตารางที่ 2-3  (ต่อ)

   

App_LocalResources

คล้ายกับโฟลเดอร์ App_GlobalResources แต่จะสามารถถูกดึงข้อมูลไปใช้กับเฉพาะเว็บฟอร์มเท่านั้น

   

App_Themes

บรรจุ Theme ที่ใช้กับเว็บไซต์

   

Theme

บรรจุรูปภาพ  และสีสันที่ใช้กับเว็บไซต์

   

App_WebReferences

บรรจุการอ้างอิงไปถึงเว็บเซอร์วิสอื่น  ๆ ที่สามารถถูกเรียกใช้ได้ภายในเว็บไซต์ ซึ่งภายในจะบรรจุข้อมูล WSDL และ Discovery ของเว็บเซอร์วิส



Rank: 3Rank: 3

เข้าใช้ล่าสุด
11-9-2012 
ระดับการอ่าน
20 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
82  
เครดิต
123 
จำนวนโพสต์
41 
กระทู้
31 
UID
โพสต์เมื่อ 11-9-2012 20:37 |แสดงโพสต์ทั้งหมด


เมื่อไคลเอนต์มีการร้องขอไฟล์แบบไดนามิคไปที่ IIS การเรียกนี้จะถูกส่งต่อไปให้กับ aspnet_isapi.dll จากนั้นจะส่งผ่านเป็นทอด ๆ ให้กับ HTTP Module และสุดท้ายก็จะมาทำงานที่ HTTP Handler ที่เป็นตัวรันเว็บฟอร์ม ดังภาพที่ 2-6





ภาพที่ 2-6  การจัดการกับการเรียกไปยังเว็บฟอร์มของ IIS



                                             เมื่อการร้องขอไฟล์เว็บฟอร์มมาถึง HTTP Handler ของเว็บฟอร์ม และจะมีการเรียกเมธอด Process Request และเข้าสู่วงจรชีวิตของเว็บฟอร์มดังภาพที่ 2-7



ภาพที่ 2-7  วงจรชีวิตของเว็บฟอร์ม



        จากภาพที่ 2-7  แบ่งขั้นตอนการทำงานย่อยของเมธอด Process Request ออกได้เป็น 8 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 Instantiation ในขึ้นตอนนี้ ASP .NET จะมีการสร้างอ็อปเจ็กต์ของเว็บฟอร์มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าเว็บฟอร์มของเราจะมีโค้ดแบบ Inline หรือ Code Behind ก็ตาม โดย ASP.NET จะเข้าไปทำการอ่านแท็กต่าง ๆ ที่อยู่ในมุมมองของ Source ในไฟล์ .aspx แล้วทำการสร้างอ็อปเจ็กต์เว็บฟอร์มขึ้นมาก่อน จากนั้น จึงทำการสร้างอ็อปเจ็กต์ของคอนโทรลแต่ละตัวที่อยู่ในเว็บฟอร์ม

ขั้นตอนที่ 2 Initialization หลังจากที่มีการสร้างลำดับชั้นของคอนโทรลเสร็จแล้ว จะเข้ามาในส่วนของเหตุการณ์เริ่มต้น (Initialization) ของทั้งเว็บฟอร์ม และของคอนโทรลภายในเว็บฟอร์ม เหตุการณ์นี้ตรงกับเมธอด OnInit ของทั้งเว็บฟอร์ม และคอนโทรล โดยเมธอด OnInit ของคอนโทรลจะถูกเรียกก่อนจนครบทุกตัว จากนั้นจึงทำการเรียกเมธอด OnInit ของเว็บฟอร์ม

สำหรับเมธอด OnInit ของเว็บฟอร์ม เราสามารถเห็นเมธอดนี้ได้ ในตอนที่เพิ่มเว็บฟอร์มเข้ามาใหม่ในโปรเจคของ Visual Studio .NET 2003 เราจะสังเกตุเห็นส่วนของ Web Form Designer generated code ซึ่งถ้าคลิกเข้าไปดูภายในจะพบว่ามีเมธอด OnInit อยู่ภายใน และเราสามารถเข้าไปเขียนโค้ดเพิ่มเติมในส่วนนี้ได้ แต่สำหรับ Visual Studio 2005 ส่วนนี้จะถูกซ่อนไว้ ถ้าหากเราต้องการเขียนโค้ดเพิ่มในส่วนนี้เราต้องเพิ่มเมธอด OnInit นี้เข้าไปเอง

ขั้นตอนที่ 3 โหลด View State การโหลดค่าจาก View State จะทำเฉพาะตอนที่เว็บฟอร์มมีการ Post back เท่านั้น ในขั้นตอนนี้ ASP .NET จะทำการโหลดค่าจาก View State แล้วนำค่านี้ไปกำหนดให้กับคอนโทรลในเว็บฟอร์มตามลำดับชั้นของอ็อปเจ็กต์เว็บฟอร์ม และคอนโทรลในเว็บฟอร์ม สำหรับค่าใน View State นี้ บางครั้งอาจถูกแก้ไขโดยแฮกเกอร์ได้ เพื่อมีเจตนาที่ไม่ดีบางอย่าง ในบทถัดไปจะได้เรียนรู้ถึงวิธีการป้องกัน การแก้ไขข้อมูลใน View State

ขั้นตอนที่ 4 โหลด Post Back Data จะเกิดเมื่อเว็บฟอร์มมีการ Post back เท่านั้น ขั้นตอนนี้เว็บฟอร์ม จะทำการโหลดค่าจาก HTTP POST Headers แล้วส่งต่อค่าที่เหมาะสมให้กับเซิร์ฟเวอร์คอนโทรลแต่ละตัวที่ทำการอิมพลีเมนต์อินเตอร์เฟส IPostBackDataHandler หลังจากนั้นเซิร์ฟเวอร์คอนโทรลจะทำการเรียกเมธอด LoadPostData เพื่อดึงค่าที่เว็บฟอร์มส่งให้ไปกำหนดพร็อพเพอตี้ Text ให้ตัวเอง ตัวอย่างของการโหลดค่าในขั้นตอนนี้ดังภาพที่ 2-8





ภาพที่ 2-8  ตัวอย่างแสดงขั้นตอนการโหลดค่าจากการ Post Back



จากภาพที่ 2-8 มีขั้นตอนการโหลดค่าจากการ Post Back ดังนี้

ก)      ไคลเอนต์ร้องขอไฟล์เว็บฟอร์ม ซึ่งบรรจุคอนโทรล Textbox เพื่อให้กรอกข้อความ และคอนโทรล Button ซึ่งเป็นปุ่มที่ทำให้เกิดการ Post Back ไปที่เซิร์ฟเวอร์ โดยไม่มีส่วนของโค้ดที่แก้ไขค่าในคอนโทรล TextBox เลย

ข)      เมื่อการ Post Back มาถึงที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ เว็บฟอร์มจะถูกรันขึ้นมา และเมื่อถึงขั้นตอนการโหลด Post Back Data เว็บฟอร์มตรวจดูว่ามีคอนโทรลตัวใดที่ทำการอิมพลีเมนต์อินเตอร์เฟส IPostBackDataHandler บ้าง ซึ่งในที่นี้มีเพียงคอนโทรล TextBox เท่านั้น จากนั้นเว็บฟอร์มจะทำการอ่านจาก HTTP POST Headers เฉพาะที่เป็นของ TextBox แล้วนำค่าที่ได้ไปกำหนดให้กับพรอบเพอตี้ Text ซึ่งในที่นี้ก็คือคำว่า “Hello World”

ค)      เมื่อรันเว็บฟอร์มครบทุกขั้นตอนแล้ว ก็จะส่งผลลัพธ์คืนกลับไปที่ไคลเอนต์ ที่ไคลเอนต์จะเห็นว่าค่าใน TextBox นี้ จะพบคำว่า “Hello World” เหมือนกับสถานะตอนที่มีการ Post Back ไปที่เว็บเซิร์ฟเวอร์

ขั้นตอนที่ 5 Load เมธอดนี้เป็นของเว็บฟอร์ม ซึ่งนักพัฒนาเว็บจะรู้จักเป็นอย่างดี เหตุการณ์นี้ตรงกับเหตุการณ์ในโพรซีเยอร์ Page_Load ขั้นตอนนี้จะถูกเรียกทั้งตอนที่มีการ Post Back และไม่มีการ Post Back

ขั้นตอนที่ 6 Raise Post Back Event เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับคอนโทรลที่มีความสามารถในการ Post Back ได้เช่น เหตุการณ์ Click ของ Button เหตุการณ์ TextChanged ของคอนโทรล TextBox คอนโทรลที่สามารถสร้างการ Post Back ได้นั้นต้องมีการอิมพลีเมนต์อินเตอร์เฟส IPostBackDataHandler ที่เราได้รู้จักกันไปแล้ว

ขั้นตอนที่ 7 Save View State ขั้นตอนนี้เว็บฟอร์มจะเรียกเมธอด Save View State ของคอนโทรลแต่ละตัวที่อยู่ภายใต้เว็บฟอร์มตามลำดับชั้น เพื่อทำการบันทึกสถานะของคอนโทรลล่าสุดที่อาจมีการการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากขั้นตอนก่อนหน้านี้ ผลของการบันทึกนี้จะถูกเก็บอยู่ในรูปตัวหนังสือที่เข้ารหัสแบบ Base-64 แล้วเก็บใน Hidden Field ที่จะถูกสร้างในขั้นตอนถัดไป

ขั้นตอนที่ 8 Render ขั้นตอนนี้ เว็บฟอร์มจะทำการแปลงข้อมูลในขั้นตอนที่ผ่านมาออกมาในรูปภาษา HTML เพื่อส่งต่อให้กับไคลเอนต์ ในขั้นตอนนี้เว็บฟอร์มจะเรียกเมธอด RenderControl ของคอนโทรลแต่ละตัวที่อยู่ภายใต้เว็บฟอร์มตามลำดับชั้น สำหรับขั้นตอนทั้ง 8 ที่กล่าวมานี้ เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับ View State ซึ่งได้ละขั้นตอน PreInit ขั้นตอนPreRender และขั้นตอน Unload ไว้



2.4              Visual Studio 2005

                ปกติแล้วในการเว็บไซต์ เราสามารถใช้ Text Editor หลาย ๆ ชนิด เช่น Notepad, Edit Plus หรือ Dream Weaver ได้ เมื่อเขียนโปรแกรมเสร็จแล้วเราจึงนำไปคอมไพล์กับคอมไพเลอร์ของ .NET (C# หรือ VB .NET compiler) เพื่อสร้างไฟล์ที่เป็นแอสเซมบลี ขึ้นมาใช้งาน แต่สำหรับการสร้างเว็บไซต์ขนาดใหญ่ และซับซ้อนแล้ว เครื่องมือที่เป็น Text Editor เหล่านี้ก็ยังตอบสนองการพัฒนายังไม่ดีนัก ดังนั้นเราจึงหา เครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับสร้าง .NET เว็บไซต์ ซึ่งก็คือ Visual Studio 2005

Visual Studio 2005 เป็นสภาพแวดล้อมในการใช้งาน (IDE: Integrated Development Environment) ที่เหมาะกับการสร้างเว็บไซต์ขนาดใหญ่ และซับซ้อนที่พัฒนาบน ASP .NET เพราะมีสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่ช่วยเหลือในการเขียนโค้ดที่ฉลาด และใช้งานง่ายหลายส่วน จนทำให้ตัว Visual Studio 2005 ตัวนี้ได้รับการยกย่องเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดของปี 2005 สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์บนวินโดวส์ โดยเว็บไซต์ InfoWorld (www.infoworld.com) โปรแกรมเมอร์สามารถเขียนโปรแกรมได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังสามารถตรวจสอบจุดผิดพลาด โดยการดีบัก การออกแบบคลาส และการตรวจสอบคุณภาพของโค้ดที่เขียน ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

Visual Studio 2005 นั้นมีหลายรุ่น ซึ่งแต่ละรุ่นมีความสามารถที่แตกต่างกัน ในรุ่นที่สูงขึ้นนั้น จะมีความสามารถที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าไลเซนส์ที่แพงขึ้น ในรุ่นสูงสุดของ Visual Studio 2005 นั้นก็คือ รุ่น Visual Studio 2005 Team System Edition ที่อนุญาตให้ทีมพัฒนาอื่นคือ สถาปนิกซอร์ฟแวร์ นักวิเคราะห์ระบบ ผู้จัดการโปรเจค และผู้ทดสอบโปรแกรมเข้ามาร่วมกันพัฒนาได้อีกด้วย ซึ่งแต่ละคนจะมีสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่ต่างกันตามหน้าที่ของแต่ละคน ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นหัวใจของวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์  (SDLC: Software Development Life Cycle)

2.4.1             Visual Studio 2005 Product Edition

                           Visual Studio 2005 มีหลายรุ่น แต่สำหรับที่เราจะกล่าวถึงในเล่มนี้จะครอบคลุมถึงรุ่น Professional Edition ส่วน Team System Edition นั้นมีรายละเอียดมากซึ่งจะยังไม่กล่าวถึงในเล่มนี้ รายละเอียดในแต่ละรุ่น ของ Visual Studio มีดังตารางที่ 2-4

Rank: 3Rank: 3

เข้าใช้ล่าสุด
11-9-2012 
ระดับการอ่าน
20 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
82  
เครดิต
123 
จำนวนโพสต์
41 
กระทู้
31 
UID
โพสต์เมื่อ 11-9-2012 20:38 |แสดงโพสต์ทั้งหมด

ตารางที่ 2-4  VisualStudio 2005 รุ่นต่าง ๆ

  

ภาพรุ่น

  

รายละเอียด

  
  

Visual Studio 2005 Team System

  

รุ่นที่ใหญ่ที่สุด อนุญาตให้ ผู้จัดการโปรเจค  สถาปนิกซอฟแวร์ นักพัฒนาโปรแกรม และผู้ทดสอบระบบ เข้ามาใช้งานโปรเจคร่วมกันได้  ซึ่งผู้ร่วมพัฒนาในแต่ละบทบาท  มีสภาพแวดล้อในการทำงานที่เหมาะสมกับบทบาทของแต่ละคน  ผู้ร่วมพัฒนาสามารถทำงานร่วมกันผ่านสภาพแวดล้อมของ Visual Studio 2005 ได้

ตารางที่ 2-4  (ต่อ)

  
  

Visual Studio 2005 Professional Edition

  

ชุดมืออาชีพ  มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่สามารถสร้างแอพพลิเคชั่นขนาดใหญ่ หรือแอพพลิเคชั่นแบบ Multi-tier ได้  คุณสามารถสร้างแอพพลิเคชั่นได้ทั้งเว็บ วินโดว์ส อุปกรณ์พกพา และ  Office-base บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วไปมักซื้อรุ่นนี้ไปใช้  เพราะค่าไลเซนส์จะถูกกว่ารุ่น Team System หลายเท่า

  
  

Visual Studio 2005

  

Tools for Microsoft Office System

  
  

ชุดสำหรับพัฒนาโปรแกรมฝั่งไคแอนต์  ที่ทำงานร่วมกับไมโครซอฟต์ ออฟฟิส

  
  

Visual Studio Standard Edition

  

ชุดมาตรฐานคล้ายกับรุ่น Professional แต่การปรับตัวเลือกต่าง  ๆ ใน IDE ทำได้ไม่ละเอียด และขาด SQL Server 2005  Integration ซึ่งจะสามารถสร้างโปรเจคที่เข้าไปจัดการกับอ็อปเจ็กต์ต่างใน  SQL Server 2005 เหมาะกับการพัฒนาโดยโปรแกรมเมอร์กลุ่มเล็ก  สามารถสร้างแอพพลิเคชั่นได้ทั้ง วินโดว์สและเว็บ

  
  

Visual Studio Express Edition  

  

ชุดสำหรับผู้เริ่มต้น  เป็นชุดขนาดเล็กที่สามารถสร้างแอพพลิเคชั่นที่เป็นทั้งวินโดว์สและเว็บ  แต่ถูกตัดความสามารถบางส่วนออกจากชุดมาตรฐาน เหมาะกับนักเรียน ผู้เริ่มต้นศึกษา  หรือผู้เขียนโปรแกรมเป็นงานอดิเรก  ปัจจุบันไมโครซอฟต์เปิดให้ดาวน์โหลดรุ่นนี้ได้ฟรี พร้อมกับ SQL Server 2005 Express ที่http://msdn.microsoft.com/vstudio/express/vwd/download/




ตารางที่ 2-4  (ต่อ)

  
  

Subscription

  

ชุดสำหรับบริษัทพัฒนาที่ใช้รูปแบบการพัฒนาซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟต์  และจ่ายค่า Subscription เป็นรายปี  บริษัทที่สมัครชุดนี้จะได้รับผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟต์ชุดอัปเดตทุกตัวทั้งซอฟต์แวร์สำหรับการพัฒนา  และซอฟต์แวร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์


2.4.2            การสร้างโปรเจคใน Visual Studio 2005

โปรเจคจะมีทั้งวินโดวส์ และเว็บโดยโปรเจคเว็บจะถูกตั้งชื่อเป็นเว็บไซต์ (Web Site) ที่เราสนใจในที่นี้ จะถูกแยกออกมาดังภาพที่ 2-9



ภาพที่2-9  การสร้างเว็บไซต์ใหม่



ภาพที่ 2-10  หน้าจอสำหรับสร้างเว็บไซต์ใหม่


จากภาพที่ 2-10  เมื่อเลือกสร้างเว็บไซต์ใหม่แล้วจะสามารถเลือกชนิดของโปรเจคเว็บ

ส่วนประกอบที่จำเป็นต้องเลือกในการสร้างโปรเจคมีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนดังนี้

ส่วนที่ 1 เทมเพลตจะเป็นส่วนที่ระบุว่ารูปร่างหน้าตาของโปรเจคจะประกอบด้วยไฟล์และมีการอ้างอิงกับแอสเซมบลีตัวใดบ้าง  เทมเพลตที่มีจะคล้ายกับ Visual Studio .NET 2003 คือจะมีเทมเพลตที่เป็นทั้งเว็บไซต์ปกติ(ASP .NET Website) และเทมเพลตที่เป็นเว็บเซอร์วิส (ASP.NET Web Service) ที่เพิ่มพิเศษเข้ามาคือเทมเพลตเว็บเซอร์วิสที่เป็น Crystal Report และที่หายไปคือเทมเพลตที่ใช้สร้าง Web Server Control ซึ่งต้องไปใช้วิธีเพิ่มเข้ามาในโปรเจคทีหลังเอง

ส่วนที่ 2 Location จะเป็นตัวที่ระบุว่าเว็บไซต์ของเราจะถูกเก็บไว้ที่ใดซึ่งเราสามารถระบบได้ทั้งเก็บในเครื่องเราเองหรือเก็บไว้ในเครื่องอื่นที่อยู่ภายในเน็ตเวิร์ค หรืออาจจะเก็บไว้ใน FTPServer ก็ได้ในการเก็บเว็บไซต์แต่ละแบบต้องการค่าพารามิเตอร์ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับLocation ที่เราเลือกดังนี้

HTTP เก็บเว็บไซต์ไว้ใต้ VirtualDirectory ของ IIS เราสามารถใส่ชื่อของเว็บเซิร์ฟเวอร์และชื่อเว็บไซต์ที่ต้องการลงไปได้ หรืออาจกดปุ่ม Browse



ภาพที่ 2-11  การเลือก Location แบบ HTTP

File System เก็บเว็บไซต์ไว้ใต้โฟลเดอร์ของเครื่องเราเองหรือเครื่องอื่นในเน็ตเวิร์ค เราสามารถตั้ง Path ที่ต้องการเก็บให้เป็นเครื่องของเราเองหรือเป็น Path ที่อยู่บนเน็ตเวิร์คก็ได้ หรืออาจกดปุ่ม Browseจะปรากฏไดอะล็อกให้เราเลือกดังภาพ 2-12



ภาพที่ 2-12  การเลือก Location แบบ File System


FTP เก็บเว็บไซต์ไว้ใน FTP เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งการที่จะเข้าถึงได้นั้นเราต้องใส่ข้อมูลชื่อเซิร์ฟเวอร์และไดเรคทอรี เป็นอย่างน้อย สำหรับ FTP เซิร์ฟเวอร์ที่ต้องการAuthentication เราต้องใส่ข้อมูลนี้เพิ่มเข้าไปด้วยหรืออาจกดปุ่ม Browse จะปรากฏไดอะล็อกให้เราเลือกดังภาพ 2-13


ภาพที่ 2-13  การเลือก Location แบบ FTP


ส่วนที่ 3 ภาษาที่ใช้ เราสามารถเลือกภาษาได้ตามความถนัดไม่ว่าจะเป็น C#, VB .NET หรือก J# นอกจากนี้ในโปรเจคเดียวกัน เราสามารถเขียนโค้ดหลายภาษารวมกันได้ เช่น ในหนึ่งโปรเจคเราสามารถสร้างเว็บฟอร์มที่หนึ่งเขียนด้วยภาษา C# ในขณะที่เว็บฟอร์มที่สองเขียนด้วยภาษาVB .NET ได้ แต่ภายในเว็บฟอร์มเดียวกันเราจะไม่สามารถเขียนโค้ดแบบ Inline (เขียนโค้ดลงบนไฟล์ .aspx)เป็นคนละภาษากับโค้ดที่เป็นเขียนบน Code Behind (เขียนโค้ดลงบนไฟล์ .cs หรือ .vb) ได้


2.4.3            สภาพแวดล้อมในการทำงานของVisual Studio 2005

สภาพแวดล้อมการทำงานในVisual Studio 2005 ไม่ได้แตกต่างไปจากVisual Studio .NET 2005 เท่าใดนัก แต่จะมีการเพิ่มเติมวินโดว์ใหม่เข้ามาซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนต่อไป สภาพแวดล้อมของ Visual Studio 2005 แสดงดังภาพ 2-14





Rank: 3Rank: 3

เข้าใช้ล่าสุด
11-9-2012 
ระดับการอ่าน
20 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
82  
เครดิต
123 
จำนวนโพสต์
41 
กระทู้
31 
UID
โพสต์เมื่อ 11-9-2012 20:39 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ภาพที่ 2-14  สภาพแวดล้อมของ Visual Studio 2005



ส่วนสภาพแวดล้อมจะแบ่งออกเป็นส่วนหลัก ๆ  5 ส่วนดังนี้

ส่วนที่ 1 ทูลบ็อกซ์ สำหรับแสดงคอนโทรลต่าง ๆ ที่ลากมาวางในตัว Document Window ได้ และ Server Explorer สำหรับแสดงบริการต่าง ๆ ที่มีบนเซิร์ฟเวอร์

ส่วนที่ 2 Document Window เป็นส่วนหลักในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นออกแบบเว็บฟอร์ม ออกแบบคลาส เขียนโค้ด HTML หรือ Code Behind

ส่วนที่ 3 Solution Explorer แสดงไฟล์และโฟลเดอร์ต่าง ๆ ที่มีในโปรเจค

ส่วนที่ 4 Task List, Error List และ Output สำหรับแสดงงานที่เราบันทึกไว้ Error List สำหรับแสดงข้อผิดพลาดจากการคอมไพล์ และ Output ที่แสดงผลลัพธ์จากการคอมไพล์

ส่วนที่ 5 วินโดว์สพร็อพเพอตี้ แสดงคุณสมบัติของไฟล์ หรือคอนโทรลที่เราสนใจอยู่ และเราสามารถปรับค่าได้จากหน้าต่างนี้

2.5       ภาษา SQL

2.5.1             ภาษาสอบถามเชิงโครงสร้าง (Structured Query Language) ศิริภัทรา  เหมือนมาลัย (2547: 48-75) ได้อธิบาย เรื่องภาษาสอบถามเชิงโครงสร้าง ไว้ดังนี้ ภาษาสอบถามเชิงโครงสร้าง(Structured Query Language) หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า SQL หมายถึง ภาษาที่ใช้สำหรับสร้างฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่สามารถใช้ในการนิยามข้อมูล การเรียกใช้ หรือควบคุมคำสั่งต่าง ๆ ของภาษา SQL สามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งาน ออกได้เป็น 3 กลุ่ม  ดังนี้

2.5.1.1              ภาษาสำหรับการนิยามข้อมูล (Data Definition Language: DDL) เป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับสร้างฐานข้อมูลหรือใช้กำหนดโครงสร้างให้กับ Relation ภายในฐานข้อมูล เช่น การเพิ่ม แก้ไข และการลบ Attribute ของ Relation

2.5.1.2              ภาษาสำหรับการจัดการข้อมูล (Database Manipulation Language: DML)  ประกอบด้วย คำสั่งที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล (Retrieve) การเพิ่มเติมข้อมูล (Insert) การแก้ไขข้อมูล (Update) การลบข้อมูล (Delete)

2.5.1.3              ภาษาสำหรับใช้ในการควบคุมข้อมูล (Data Control Language: DCL)ประกอบด้วย คำสั่ง ที่ใช้ในการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล (Access control) ของผู้ใช้แต่ละคนรวมทั้งการกำหนดสภาวะการใช้ข้อมูลที่ผู้ใช้หลายคนที่มีการเรียกใช้ข้อมูลในเวลาเดียวกัน

การใช้คำสั่ง SQL สามารถใช้ได้ 2 รูปแบบคือ

ก)      คำสั่ง SQL ที่ใช้เรียกดูข้อมูลแบบโต้ตอบ (Interactive SQL) เป็นการใช้คำสั่ง SQL สั่งงานบนจอภาพ เพื่อเรียกดูข้อมูลจากฐานข้อมูลได้โดยตรงในขณะทำงาน

ข)      คำสั่ง SQL ที่ใช้เขียนร่วมกับโปรแกรมอื่น ๆ (Embedded SQL) เป็นการนำคำสั่ง SQL ไปใช้ร่วมกับชุดคำสั่งงานที่เขียนโดยภาษาต่าง ๆ

2.5.2             เทคโนโลยีทางด้านฐานข้อมูล SQL

              บัณฑิต  จามรภูติ (2543: 1-14) ได้อธิบาย เรื่องเทคโนโลยี ทางด้านฐานข้อมูล SQL ไว้ดังนี้  เทคโนโลยีด้านเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากการใช้งานในระดับหน่วยงานเล็ก ๆ ก้าวสู่ระดับแผนกและองค์กร Microsoft SQL Server เป็นฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง สามารถรองรับการเชื่อมต่อพร้อม ๆ กันจากไคลเอนต์ได้ 1,000 เครื่อง การจัดสรรหน่วยความจำแบบไดนามิค และจัดการกับหน่วยความจำขนาดจิกะไบต์ หรือเทอราไบต์ มีความสามารถในการทำเรพลิเคตข้อมูลระหว่างเครื่อง การประมวลผลแบบขนานสนับสนุนการทำ OLAP เพื่อประมวลผลในเชิงวิเคราะห์แบบออนไลน์ตลอดจนคลังข้อมูล นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างฐานข้อมูลอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.5.2.1              ความสามารถของ SQL Server

ก)      ความปลอดภัย (Security) ฐานข้อมูล SQL Server ได้รวมระบบความปลอดภัยเข้ากับ Windows NT, Windows 2000 ทำให้การจัดการหรืออนุญาตในการเข้าถึงทรัพยากร เป็นไปอย่างง่ายดาย เช่น การใช้รหัสผ่านเดียวกัน สามารถจะเข้าถึงทรัพยากรของ SQL Server และ Windows NT, Windows 2000 ได้ นอกจากนี้ SQL Server ยังใช้การเข้ารหัส (Encryption) ของ Windows NT, Windows 2000 สำหรับความปลอดภัยบนเน็ตเวิร์ค (Network Security) ได้อีกด้วย

ข)       การตรวจดูเหตุการณ์ (Event View) ระบบปฏิบัติการ Windows 2000, Windows NT มีการเก็บบันทึกการทำงานของเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไว้ในล็อกทั้ง 3 คือ Application, Security และ System ช่วยให้ผู้บริหารระบบสามารถจะตรวจดูล็อกแล้วแก้ไขปัญหาได้ SQL Server จะทำการเขียนแมสเซสการทำงานของฐานข้อมูลลงไปในล็อกทั้ง 3 เพื่อใช้ในการติดตามการทำงาน และรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นให้ทราบด้วย

ค)      สนับสนุนมัลติโพรเซสเซอร์ (Multiprocessor Support) ระบบปฏิบัติการWindows NT, Windows 2000 ได้ถูกออกแบบให้สนับสนุนมัลติโปรเซสเซอร์แบบ SMP (Symmetric Multiprocessing) ทำให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีซีพียู 2 ตัวขึ้นไปสามารถกระจายงานได้รวดเร็วกว่า SQL Server ก็สนับสนุนมัลติโปรเซสเซอร์ 4 ตัว ส่วน SQL Server Enterpriseสนับสนุนการใช้โพรเซสเซอร์สูงถึง 32 ตัว

ง)      เซอร์วิสบน NT (Windows NT, Windows 2000 Server) ผู้บริหารระบบคอมพิวเตอร์สามารถจะควบคุม Windows NT, Windows 2000 ได้ดั่งใจ ก็เพราะมีเซอร์วิสให้จัดการ SQL Server จะทำงานเป็นเซอร์วิส (run as a service) บน Windows NT, Windows 2000 สามารถจะสตาร์ต หรือสต็อปเซอร์วิส ของ SQL Server ได้เช่นกัน

จ)      การเฝ้าดูประสิทธิภาพ (Performance Monitor) งานหลักในการบริหารระบบเน็ตเวิร์กให้มีความเร็วตามความต้องการไม่เกิดปัญหาคอขวด สามารถจะใช้ Performance Monitor ในการเฝ้าดูประสิทธิภาพการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ ฐานข้อมูล เน็ตเวิร์ค หน่วยความจำ ฯลฯ และเฝ้าดูประสิทธิภาพการทำงานของ SQL Server ได้ด้วย Performance Monitor

ฉ)     เซอร์วิสของ SQL Server ฐานข้อมูล SQL Server ทำงานร่วมกับระบบปฏิบัติการ Windows NT Server, Windows 2000 โดยมีเซอร์วิสอยู่ 3 ตัวด้วยกัน คือ MSSQL Server, SQL Server Agent และ MS DTC เซอร์วิสแต่ละตัวมีหน้าที่ดังนี้ MSSQL Server Service เป็นเซอร์วิสของ RDBMS ที่จะใช้จัดการกับสเตทเมนต์ Transact SQL จัดการทุกไฟล์ฐานข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ จัดสรรทรัพยากรของระบบให้ผู้ใช้งานอย่างเหมาะสม ในกรณีเกิดสถานะใช้งานพร้อมกัน (Concurrency) ป้องกันปัญหาจากการอัพเดทข้อมูลที่เหมือนกันในเวลาเดียวกัน และควบคุมความบูรณภาพ (Integrity) ของข้อมูลให้มีความถูกต้องมากที่สุด SQL Server Agent Service เป็นเซอร์วิสของ NT ที่จะรันไปพร้อม ๆ กับ SQL Server ในการสร้างและจัดการกับ Jobs, Alerts และ Operators ของโลคอลเซิร์ฟเวอร์ หรือมัลติเซอร์เวอร์ เมื่อ SQL Server Agent เริ่มสตาร์ทจะทำการรีจิสเตอร์กับ Event Log Service และเชื่อมต่อเข้า SQL Server ทำให้ SQL Server Alerts สามารถจะรับการ แจ้งเตือนจาก SQL Server Event ทันทีที่มีการเขียนลงล็อกของ NT (Application log) SQL Server Agent Service จะทำการสื่อสารกับ MS SQL Server Service ในการแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น Jobs หรือ Raising Alerts ซึ่งจะกำหนดในฐานข้อมูล msdb Microsoft Transaction Server ทรานส์แอ็คชั่นจะจัดการให้ไคลเอ็นต์สามารถรับข้อมูลจากภายนอกได้หลายรูปแบบ MS DTC จะใช้การทำ Two phase commit เพื่อประสานการกระจายทรานส์แอ็คชั่นไปยังทุกเซิร์ฟเวอร์บนระบบอย่างสมบูรณ์ และถูกต้อง

2.5.2.2              แพลตฟอร์มข้อมูลของ SQL Server

                                                SQL Server เป็นโซลูชันข้อมูลที่ครบวงจร ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ใช้ทุกคนภายในองค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการจัดเตรียมแพลตฟอร์มที่มีความปลอดภัยมากขึ้น มีเสถียรภาพดีขึ้น และเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อรองรับการทำงานของข้อมูลระดับเอนเตอร์ไพรซ์และแอพพลิเคชัน BI โดยที่ SQL Server 2005 ได้จัดเตรียมเครื่องมือประสิทธิภาพสูงภายใต้อินเทอร์เฟซที่คุ้นเคย สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและพนักงานที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเป็นประจำโดยเฉพาะ ผลที่ตามมาก็คือ SQL Server จะช่วยลดความซับซ้อนของ การสร้าง การติดตั้ง การบริหาร และการใช้ข้อมูลเอนเตอร์ไพรซ์และแอพพลิเคชันวิเคราะห์ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ตั้งแต่อุปกรณ์โมไบล์ไปจนถึงระบบข้อมูลระดับเอนเตอร์ไพรซ์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้น SQL Server 2005 ยังมีชุดคุณสมบัติที่ครบถ้วน สามารถทำงานร่วมกับระบบที่มีอยู่เดิม และช่วยให้การทำงานประจำกลายเป็นงานอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ SQL Server 2005 จึงจัดเป็นโซลูชันข้อมูลที่สมบูรณ์แบบสำหรับองค์กรทุกขนาด ภาพที่ 1 แสดงเลย์เอาท์แพลตฟอร์มข้อมูล SQL Server 2005

แพลตฟอร์มข้อมูลของ SQL Server ประกอบด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ดังนี้

ก)   รีเลชันแนบดาต้าเบส กลไกรีเลชันแนลดาต้าเบสที่ปลอดภัยมากขึ้น มีเสถียรภาพมากขึ้น ขยายระบบได้ดีขึ้น และมีความพร้อมในการทำงานที่ดีขึ้นกว่าเดิม กลไกดังกล่าวได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เพื่อรองรับการทำงานของข้อมูลแบบมีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง (XML) ได้

ข)   บริการสร้างชุดข้อมูลซ้ำ บริการสร้างชุดข้อมูลซ้ำใช้รองรับการทำงานของแอพพลิเคชันแบบกระจายแอพพลิเคชันประมวลผลข้อมูลโมไบล์ ระบบที่ต้องเตรียมความพร้อมในการให้บริการตลอดเวลา และระบบที่มีการขยายตัวตลอดเวลา ข้อมูลชุดที่สองจะรองรับการทำงานของโซลูชันระบบทำรายงานองค์กร และผสานการทำงานร่วมกับระบบอื่น ๆ อาทิเช่น ดาต้าเบส Oracle ที่มีอยู่เดิมเป็นต้น

ค)   บริการแจ้งเตือน คุณสมบัติบริการแจ้งเตือนที่ทันสมัยมากขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาและการติดตั้งแอพพลิเคชันที่มีการขยายตัวตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบหรืออุปกรณ์โมไบล์ได้รับข้อมูลส่วนตัวล่าสุดอย่างทันท่วงที

ง)   บริการผสานข้อมูล คุณสมบัติตัด แปลงสภาพ และโหลด (extraction, transformation and loading -ETL) ข้อมูล รองรับการทำงานของระบบคลังข้อมูลและการผสานข้อมูลระดับเอนเตอร์ไพรซ์

จ)   บริการวิเคราะห์ คุณสมบัติประมวลผลการวิเคราะห์ออนไลน์ (online analytical processing -OLAP) ช่วยรองรับการวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลหลายมิติ

ฉ)  บริการทำรายงาน โซลูชันครบวงจร สำหรับการสร้าง การบริหาร และการจัดการ รายงานที่เป็นกระดาษแบบเก่า หรือรายงานผ่านเว็บแบบอินเตอร์แอคทีฟ

ช)  เครื่องมือบริหาร SQL Server มีเครื่องมือบริหารแบบเบ็ดเสร็จ เพื่อรองรับการบริหารและปรับแต่งดาต้าเบส รวมทั้งยังผสานการทำงานกับเครื่องมืออื่น ๆ ได้ อาทิเช่น Microsoft Operations Manger (MOM) และ Microsoft Systems Management Server (SMS) อีกด้วย ส่วนโพรโตคอลเรียกใช้ข้อมูลแบบมาตรฐานจะช่วยลดเวลาในการผสานข้อมูลของ SQL Server กับระบบที่มีอยู่เดิมลงได้อย่างมาก นอกจากนั้น SQL Server ยังมีบริการเว็บเซอร์วิสในตัว ซึ่งสามารถนำไปทำงานร่วมกับแอพพลิเคชันและแพลตฟอร์มอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

ซ)  เครื่องมือพัฒนา SQL Server มีเครื่องมือพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จในตัว เพื่อรองรับการทำงานกับกลไกดาต้าเบส ระบบ ETL ระบบคลังข้อมูล ระบบ OLAP และระบบทำรายงาน แถมยังผสานการทำงานกับ Microsoft Visual Studio ได้อย่างกลมกลืน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้มีสภาพแวดล้อมในการพัฒนาแอพพลิเคชันแบบครบวงจร ระบบย่อยหลัก ๆ ใน SQL Server มีโมเดลออปเจ็กต์และชุด application programming interfaces (APIs) เป็นของตนเอง เพื่อขยายขอบเขตของระบบข้อมูลไปยังทิศทางใดก็ได้ ให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะในธุรกิจของคุณ

Rank: 3Rank: 3

เข้าใช้ล่าสุด
11-9-2012 
ระดับการอ่าน
20 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
82  
เครดิต
123 
จำนวนโพสต์
41 
กระทู้
31 
UID
โพสต์เมื่อ 11-9-2012 20:41 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขั้นตอนและวิธีการดำเนินงาน

3.1    แผนภาพบริบท (Context Diagram)
ระบบการจองรถเอทีวีออนไลน์ ที่ได้ทำการพัฒนาขึ้นมานั้น มีลักษณะการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ ผู้ดูแลระบบ พนักงาน ลูกค้า สมาชิก และเจ้าของร้าน โดยมีรายละเอียดในการทำงาน คือ ลูกค้าเยี่ยมชมสินค้า จากนั้นลูกค้าสมัครเป็นสมาชิก และทำการล๊อกอินเข้าสู่ระบบ เพื่อเยี่ยมชมสินค้าหรือสั่งจองสินค้า และลูกค้าต้องโอนเงินมัดจำ 30% มาให้ทางร้านภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นลูกค้าจะต้องแฟกซ์ใบโอนเงินมาที่ร้าน เพื่อให้พนักงานทำการยืนยันการชำระเงิน ดังภาพที่ 3-1
ภาพที่ 3-1  แสดง Diagram แผนภาพบริบท (Context Diagram)
     จากภาพที่ 3-1 แสดง แผนภาพบริบท (Context Diagram) โดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้
3.1.1    ผู้ดูแลระบบ ทำการปรับปรุงข้อมูลสินค้า โดยการ เพิ่ม ลบ ข้อมูลรายละเอียดของสินค้าในระบบ และระบบจะแสดงรายการสินค้าตามหลังจากที่ปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว
3.1.2    พนักงาน ทำการตรวจสอบข้อมูลสินค้าคงคลัง ตรวจสอบข้อมูลสั่งจองสินค้า ตรวจสอบข้อมูลสมาชิก ทำการยืนยันการชำระเงินหลังจากได้รับหลักฐานการชำระเงินจากลูกค้า
3.1.3    ผู้เข้าชม ทำการชมรายละเอียดและคุณสมบัติของสินค้า และ สมัครสมาชิก
3.1.4    สมาชิก เข้าชมสินค้า สั่งจองสินค้า พิมพ์ใบสั่งจองสินค้า กรอกข้อมูลการชำระเงิน และระบบจะแสดงข้อมูลสินค้า แสดงข้อมูลการสั่งจองสินค้า แสดงข้อมูลการชำระเงิน ให้กับสมาชิก
3.1.5    เจ้าของร้าน ทำการเลือกรายงานตามที่ร้องขอจากระบบ และ ระบบแสดงรายงานสินค้าคงคลัง รายงานการสั่งจองสินค้า รายงานการชำระเงิน ให้กับเจ้าของร้าน

3.2    แผนภาพกระแสข้อมูล (Data Flow Diagram)
การทำงานของระบบการจองเอทีวีออนไลน์ มีลักษณะการทำงานที่เชื่อมโยงกับบุคคลอย่างมีระบบและจากระบบงานสามารถอธิบายการไหลของข้อมูลในส่วนต่าง ๆ ดังภาพที่ 3-2
3.2.1    List of Process
3.2.1.1    ปรับปรุงข้อมูล
3.2.1.2    สมัครสมาชิก
3.2.1.3    ค้นหาข้อมูลสินค้า
3.2.1.4    สั่งจองสินค้า
3.2.1.5    ชำระเงิน
3.2.1.6    ยกเลิกการสั่งจองสินค้า
3.2.1.7    พิมพ์รายงาน
3.2.2    List of External Entities
3.2.2.1    ผู้ดูแลระบบ
3.2.2.2    ผู้เข้าชม
3.2.2.3    สมาชิก
3.2.2.4    พนักงาน
3.2.2.5    เจ้าของร้าน
3.2.3    List of Data
3.2.3.1    สมาชิก
3.2.3.2    สั่งจองสินค้า
3.2.3.3    รายละเอียดการสั่งจอง
3.2.3.4    สินค้า
3.2.3.5    ข้อมูลการชำระเงิน
3.2.3.6    พนักงาน




Rank: 3Rank: 3

เข้าใช้ล่าสุด
11-9-2012 
ระดับการอ่าน
20 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
82  
เครดิต
123 
จำนวนโพสต์
41 
กระทู้
31 
UID
โพสต์เมื่อ 11-9-2012 20:41 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
จากภาพที่ 3-2 ภาพการไหลของข้อมูลในระดับนี้ แสดงถึงกระบวนการทำงานหลัก ๆ ของระบบซึ่งประกอบไปด้วย Process หลัก ๆ ทั้งหมด 6 Process ดังนี้
3.2.1        ปรับปรุงรายการสินค้า ผู้ดูแลระบบทำการปรับปรุงข้อมูลรายการสินค้า เข้าสู่ระบบ และระบบจะทำการบันทึกข้อมูลสินค้า เข้าสู่แฟ้มสินค้า และแสดงรายการสินค้าให้กับผู้ดูแลระบบ
3.2.2        ค้นหาข้อมูลสินค้า ผู้เข้าชมทำการค้นหาข้อมูลสินค้าจากระบบ และระบบจะแสดงข้อมูลที่ต้องการให้กับผู้เข้าชม สมาชิกทำการค้นหาข้อมูลสินค้าจากระบบ และระบบจะแสดงข้อมูลที่ต้องการให้กับสมาชิก
3.2.3        สมัครสมาชิก ลูกค้าทำการกรอกข้อมูลสมัครสมาชิกเข้าระบบ ระบบจะทำการบันทึกข้อมูล และแสดงข้อมูลยืนยันการสมัครสมาชิกให้กับลูกค้า สมาชิกกรอกข้อมูลที่ต้องการแก้ไขเข้าสู่ระบบ และระบบจะแสดงข้อมูลสมาชิก ให้กับสมาชิก
3.2.4        สั่งจองสินค้า สมาชิกเข้าดูสินค้าที่ต้องการค้นหา หากต้องการจองสินค้า ก็จะทำการ ล็อคอินเข้าสู่ระบบ โดยการกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผู้ใช้  จากนั้นก็ทำการสั่งจองสินค้า ระบบจะทำการบันทึกการสั่งจองเข้าสู่แฟ้มสั่งจองสินค้าและรายละเอียดการสั่งจองสินค้า หากลูกค้าจองสินค้าแล้วไม่ทำการชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนด ระบบจะทำการยกเลิกการจองสินค้าทันที
3.2.5        การชำระเงิน เมื่อสมาชิกได้กรอกข้อมูลการชำระเงินเข้าระบบ ระบบก็จะทำการแสดงข้อมูลยืนยันการชำระเงิน ให้กับสมาชิก หรือ สมาชิกส่งหลักฐานการชำระเงินมาให้กับพนักงาน พนักงานจะทำการยืนยันการชำระเงินเข้าสู่ระบบ ระบบจะทำการบันทึกเข้าสู่แฟ้มการรับชำระเงิน และแฟ้มสั่งจองสินค้าเพื่อเปลี่ยนสถานะ ระบบจะแสดงข้อมูลยืนยันการชำระเงินให้กับพนักงาน จากนั้นสมาชิก
3.2.6        รายงาน เจ้าของร้านทำการเรียกดูรายงานสินค้าคงคลัง รายงานการสั่งจองสินค้า รายงานการชำระเงิน รายงานติดตามผลการสั่งจอง และ ระบบแสดงรายงานสินค้าคงคลัง รายงานการสั่งจองสินค้า รายงานการชำระเงิน รายงานติดตามผลการสั่งให้กับเจ้าของร้าน พนักงานทำการเรียกดูรายงานติดตามผลการสั่งจอง และระบบทำการแสดงรายงานติดตามผลการสั่งจองให้กับพนักงาน
ภาพที่ 3-3  (Data Flow Diagram Level 1 Process 4) ระบบการจองรถเอทีวีออนไลน์

จากภาพที่ 3-3 มีขั้นตอนการทำงานดังนี้
        สมาชิกค้นหาสินค้าที่ต้องการ ระบบจะแสดงสินค้าให้กับสมาชิกตามที่สมาชิกได้ค้นหา  
        สมาชิกทำการใส่ชื่อผู้ใช้และรหัสผู้ใช้ เพื่อทำการสั่งจองสินค้า โดยการเลือกสินค้าตามที่ต้องการ ระบบทำการดึงข้อมูลจากแฟ้มสมาชิกและแฟ้มสินค้า
        ระบบจะทำการคำนวณราคาจองหลังจากที่สมาชิกได้เลือกรายการสินค้าตามต้องการ แสดงให้สมาชิก
        สมาชิกทำการยืนยันการสั่งจองสินค้า ระบบจะดึงข้อมูลสมาชิกจากแฟ้มสมาชิก และดึงข้อมูลสินค้าจากแฟ้มสินค้า หลังจากยืนยันการสั่งจองเรียบร้อยแล้วระบบจะทำการบันทึกข้อมูลการสั่งจองเข้าสู่แฟ้มข้อมูลการสั่งจองและแฟ้มรายละเอียดการสั่งจอง ระบบแสดงรายการสั่งจองให้กับสมาชิกและออกใบสั่งจองสินค้าให้กับสมาชิก
3.3        การออกแบบความสัมพันธ์ของข้อมูลในแต่ละตาราง (ER-Diagram)       
        แสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลแต่ละตาราง โดยมีแฟ้มข้อมูลทั้งหมด 6 แฟ้ม ดังภาพที่ 3-5

Rank: 3Rank: 3

เข้าใช้ล่าสุด
11-9-2012 
ระดับการอ่าน
20 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
82  
เครดิต
123 
จำนวนโพสต์
41 
กระทู้
31 
UID
โพสต์เมื่อ 11-9-2012 20:42 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
3.4        พจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary)
        พจนานุกรมข้อมูล ของระบบการจองรถเอทีวีออนไลน์ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตาราง และองค์ประกอบที่สำคัญของตารางดังนี้
3.4.1        แฟ้มข้อมูลสมาชิก (Member) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลรายละเอียดของสมาชิก
ตารางที่ 3-1  แสดงแฟ้มข้อมูลสมาชิก (Member)
Sequence        Field Name        Description        Length        Type        Key
1        MemberID        รหัสสมาชิก        7        INT        PK
2        Username        ชื่อสมาชิก        100        varchar       
3        Password        รหัสผ่าน        100        varchar       
4        Subfix        คำนำหน้าชื่อ        50        varchar       
5        FName        ชื่อ        100        varchar       
6        LName        นามสกุล        100        Text       
7        CardNo        เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน        13        varchar       
8        Address        ที่อยู่        100        varchar       
9        Province        จังหวัด        100        varchar       
10        PostID        รหัสไปรษณีย์        5        varchar       
11        Tel        เบอร์โทรศัพท์        100        varchar       
12        Mobile        เบอร์มือถือ        100        varchar       
13        Email        อีเมล์        100        varchar       
14        Hearus        รู้จักเราจาก        100        varchar       
3.4.2        แฟ้มสั่งจองสินค้า (Reserve) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลการสั่งจองสินค้า
ตารางที่ 3-2  แสดงข้อมูลสั่งจองสินค้า (Reserve)
Sequence        Field Name        Description        Length        Type        Key
1        ReserveID        เลขที่สั่งจอง        10        INT        PK
2        MemberID        รหัสสมาชิก        10        INT        FK
        RDID        รหัสรายละเอียดสั่งจอง        10        INT        FK
3        Reserve_Date        วันที่สั่งจอง        10        Date       
4        SubTotal        ราคาจอง        18        decimal       
5        Status        Normal, Finish, Cancel        100        varchar       

3.4.3        แฟ้มรายละเอียดการสั่งจองสินค้า (ReserveDetail) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลรายละเอียดการสั่งจองสินค้า
ตารางที่ 3-3  แสดงข้อมูลรายละเอียดการสั่งจองสินค้า (ReserveDetail)
Sequence        Field Name        Description        Length        Type        Key
1        RDID        รหัสรายละเอียดสั่งจอง        10        INT        PK
2        ProID        รหัสสินค้า        10        INT        FK
3        ProName        ชื่อสินค้า        100        varchar       
4        ProPrice        ราคาสินค้า        18        decimal       
5        Quantity        จำนวนสินค้า        100        Number       

3.4.4        แฟ้มสินค้า (Product) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลสินค้า
ตารางที่ 3-4  แสดงข้อมูลสินค้า (Product)
Sequence        Field Name        Description        Length        Type        Key
1        ProID        รหัสสินค้า        10        INT        PK
2        ProName        ชื่อสินค้า        100        varchar       
3        Brand        ยี่ห้อสินค้า        100        varchar       
4        Manuf_ID        ผู้ผลิต        10        INT        FK
5        Model        รุ่นสินค้า        100        varchar       
6        Color        สี        100        varchar       
7        ProPrice        ราคาขายสินค้า        18        decimal       
ตารางที่ 3-4  (ต่อ)
Sequence        Field Name        Description        Length        Type        Key
8        ProCost        ราคาต้นทุนสินค้า        18        decimal       
9        Stock        จำนวนสินค้า        10        Number       
10        Status        สถานะสินค้า        5        varchar       
11        PicATV        พาทเก็บรูปสินค้า        200        varchar       

3.4.5        แฟ้มยืนยันการชำระเงิน (Payment) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลการชำระเงิน
ตารางที่ 3-5  แสดงข้อมูลยืนยันการชำระเงิน (Payment)
Sequence        Field Name        Description        Length        Type        Key
1        PayID        เลขที่ยืนยันการชำระเงิน        10        INT        PK
2        ReserveID        เลขที่สั่งจอง        10        INT        FK
3        PayDate        วันที่ชำระเงิน        8        Date       
4        CreditNo        เลขที่บัตรเครดิต        16        varchar       
5        ExpireDate        วันหมดอายุบัตรเครดิต        5        varchar       
6        CreditNum        เลขท้ายสามตัวหลังบัตร        3        varchar       
7        Amount        จำนวนเงิน        18        decimal       
8        Employee_ID        รหัสพนักงาน        6        INT        FK
9        Status        สถานการณ์ยืนยัน        5        varchar       

3.4.6        แฟ้มพนักงาน (Employee) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลพนักงาน
ตารางที่ 3-6  แสดงรายละเอียดพนักงาน ( Employee )
Sequence        Field Name        Description        Length        Type        Key
1        Employee_ID        รหัสพนักงาน        10        INT        PK
2        Em_Subfix        คำนำหน้าชื่อ        10        varchar       
3        Em_Name        ชื่อพนักงาน        100        varchar       
4        Em_LName        นามสกุลพนักงาน        100        varchar        
5        Salary        เงินเดือน        18        decimal       
6        Start_Date        วันเริ่มทำงาน        8        Date       
7        Remark        หมายเหตุ        100        varchar       
8        Department        แผนก        100        varchar       

ตารางที่ 3-7  แสดงรายละเอียดผู้ผลิต ( Employee )

Sequence        Field Name        Description        Length        Type        Key
1        Manuf_ID        รหัสผู้ผลิต        10        INT        PK
2        Manuf_Name        ชื่อผู้ผลิต        100        varchar       
3        Address        ที่อยู่        100        varchar        
4        City        เมือง        100        varchar       
5        PostID        รหัสไปรษณีย์        5        varchar       
6        Tel        เบอร์โทรศัพท์        100        varchar       
7        Mobile        เบอร์มือถือ        100        varchar       
8        Email        อีเมล์        100        varchar       
9        Website        เว็บไซต์        100        varchar       
10        ContactUs        ติดต่อกับ        100        varchar       

Rank: 5Rank: 5

เข้าใช้ล่าสุด
29-12-2013 
ระดับการอ่าน
50 
ชื่อเสียง
0  
ความดี
0  
สตางค์
228  
เครดิต
512 
จำนวนโพสต์
284 
กระทู้
UID
4901 
โพสต์เมื่อ 13-9-2012 17:15 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
เยอะจิงง
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

รับวางระบบแลน รับเดินสายแลน รับเดินสายโทรศัพท์

รูปแบบข้อความล้วน|www.softwaresiam.com

GMT+7, 28-8-2014 08:05 , Processed in 0.033711 second(s), 12 queries .

Powered by Discuz! X1.5

© 2001-2010 Comsenz Inc. Thai Language by DiscuzThai! Team.